Saturday, January 29, 2005

ชมรมดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2548 นี้มีการประชุมเพื่อก่อตั้งชมรมผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและฮอสปิสแห่งประเทศไทยขึ้น ที่ศูนย์มหาวชิราลงกรณ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี คุณหมอชูเสกข์ ศรไพศาล จากกองการแพทย์ทางเลือก ได้มาเชิญผมไปร่วมประชุมด้วย
การไปร่วมประชุมครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบว่าได้เกิดประชาคมเครือข่ายเพื่อนมะเร็งขึ้นเป็นประชาคมผู้ได้รับบริการรักษาโรคมะเร็งจากโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างกำลังใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้ป่วย ประสานความรู้รักสามัคคีในหมู่ผู้ที่ทำงานและผู้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยมะเร็ง ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน และเครือข่ายเพื่อนมะเร็งเห็นว่าควรก่อตั้งชมรมดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและออสปิสแห่งประเทศไทยขึ้น
ชมรมนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เป็นศูนย์กลางให้ผู้ทำงานด้านนี้ได้ติดต่อประสานงานและบูรณาการการทำงานเข้าด้วยกัน 2) เผยแพร่ความรู้ให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน 3) สนับสนุนการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและระยะสุดท้าย 4) ส่งเสริมการสร้างงานวิจัยที่เหมาะสมกับสังคมวัฒนธรรมไทย 5) สร้างเครือข่ายการทำงาน
ในการประชุมครั้งนี้ได้รับฟังประสบการณ์และข้อคิดเห็นจากผู้มีประสบการณ์หลากหลาย เช่น พระอุดมประชากร (วัดพระบาทน้ำพุ) พระมโนเมตตานันโท นพ.สถาพร ลีลานันกิจ (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ) นพ.สกนธ์ (คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) นพ.ประสาน ต่างใจ
พระอุดมประชากร ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ศรัทธาก่อนสิ้นลมหายใจ” โดยได้เล่าถึงประสบการณ์การดูแลผู้ป่วย AIDS ระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารในช่วงก่อนเสียชีวิต “เขาส่งสายตาวิงวอนร้องขอชีวิตด้วยความรู้สึกว่าโลกมีความรัก มีสิ่งที่ให้ความสุข แต่สิ่งที่ทำได้คือการเป็นเพื่อนในวินาทีที่เขาจบชีวิตอย่างไม่ทุรนทุราย ภาพของต้น เด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่พ่อแม่เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรค AIDS ญาติพี่น้องก็ไม่เอา ต้นไปร่วมงานศพของเพื่อนซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคเดียวกันโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง และอีก 20 วันต่อมา ต้นก็เสียชีวิต ท่ามกลางเพื่อนๆ ของต้น ท่านกล่าวว่าถ้าดูห่างๆ จะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าดูในภาพรวม ภาพที่เห็นดูแล้วเหมือนมีอะไรขัดกันอยู่ เด็กเป็น AIDS ญาติพี่น้องไม่เอา ต้องมาตายที่วัด มีเพื่อนๆ ที่เป็น AIDS มาร่วมเผา”
“จากการจับมือกับผู้ป่วยก่อนสิ้นใจจำนวนมาก ได้เห็นศรัทธาของผู้ป่วยก่อนสิ้นใจ หัวใจของคนเราต้องการความเชื่อมั่นใจสิ่งดีงาม เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้ป่วยจะบอกว่าถึงเวลาแล้ว ต้องยอมจำนนต่อสัจจธรรม มันต้องเป็นไปอย่างนั้น หลังจากจุดนี้ คนเราจะไขว่คว้าหาเครื่องยึดเหนี่ยวให้ตัวเอง เป็นจุดสำคัญของชีวิตก่อนจะตาย เราไม่อาจสื่อสารด้วยภาษาปกติ เพราะ หูก็ไม่ได้ยิน ตาก็มองไม่เห็น สติก็เหลือน้อยเต็มที่ คนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่ได้ฝึกฝนจิตของตัวเองมาก่อนจะน่าสงสาร คนทั่วๆ ไป เราพอจะช่วยเขาได้บ้าง ให้จิตวิญญาณของเราเข้าไปประคับประคองให้เขามีขอนไม้เกาะ ส่วนการจะไปข้างหน้า ไปสุคติหรือทุคติ ขึ้นกับกรรมของเขา ศรัทธาก่อนจะสิ้นลมหมายใจสำคัญมาก การกระทำเพื่อให้โอกาสแก่ชีวิตของคนเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นคือการดูแลทางด้านจิตวิญญาณ”
“คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับชีวิตของตนในช่วงใกล้ตาย เราต้องช่วยเขา มีตัวอย่างที่ประทับใจมาก แม่กำลังดูลูกที่จะตาย เราช่วยบอกเขาว่าไม่ต้องร้องไห้ ให้ทุกคนแผ่เมตตา ให้กำลังใจ เพื่อให้เขาไปอย่างสงบ นี่คือภาพที่อยากให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเกิดได้ถ้ามีการเตรียมตัว เตรียมใจ ฝึกจิตให้ดี ผู้ที่จะเข้ามาทำต้องใช้เมตตา ปัญญา ต้องอาศัยคนที่มีอุดมคติ”
ในการอภิปรายประสบการณ์และการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองและระยะสุดท้าย นพ.สถาพร ลีลานันทกิจ ได้เล่าความเป็นมาว่า “เป็นวิสัญญีแพทย์ที่สถาบันมะเร็ง ผู้ป่วย 80% คือมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งมีปัญหาเรื่องความเจ็บปวด จากการไปดูงานที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จึงได้รู้จัก Palliative Care ว่าเป็นการดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีความหวังที่จะหาย แต่ยังคงต้องให้การดูแลอย่างจริงจัง ดูทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ที่ผู้ป่วยและญาติต้องการ จนเสียชีวิตแล้วก็ให้การดูแลครอบครัวต่ออีกระยะหนึ่ง เป็นงานที่ทำให้คนที่จะไปอีกโลกหนึ่งได้ไปอย่างมีความสุข”
“ได้มาบุกเบิกการดูแลแบบ Hospice Care ที่ธัญบุรีซึ่งตอนนั้นยังเป็นป่า มาปรับปรุงให้รับผู้ป่วยที่ไม่รู้จะไปที่ไหน ผู้ป่วยที่หมอบอกว่าป้ากลับบ้านเถอะ หมอไม่รู้จะทำอะไร ให้การดูแลตามความต้องการของผู้ป่วย ไม่ต้องวัด VS ตรงเวลา”
“ถ้าจะให้การดูแลได้ดียิ่งขึ้น ควรอนุญาตให้คู่สมรสของผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ลาพักร้อนเพื่อมาดูแลคู่สมรสของตนก่อนเสียชีวิตสัก 3 เดือน”
“โครงการสามสิบบาททำให้โรงพยาบาลต่างๆ ส่งผู้ป่วยมารับยาแปะเพื่อรักษาอาการเจ็บปวด เพราะราคายาแพงกว่าราคาที่โรงพยาบาลจะต้องจ่าย”
นพ.สกนธ์ ได้เล่าให้ฟังว่า “ขณะนี้รับเป็นประธาน Palliative Care ของสงขลานครินทร์ต่อจาก อ.เต็มศักดิ์แล้ว ท่านเป็นศัลยแพทย์ซึ่งไปเรียนต่อด้าน transplant & stem cell เมื่อกลับมาจะตั้ง excellent center โรคมะเร็ง มองไปเห็น อ.เต็มศักดิ์ และคุณกานดาวสีทำงานอย่างมีความสุข จึงบอกว่านี่คืองานที่อยากทำ ตั้ง PCT ใจและกายขึ้น เพื่อขยายคุณภาพการรักษาไปถึงช่วงใกล้ตายและหลังตาย มีการจัด Palliative Care Workshop และไปดูงานต่างประเทศ ตั้งคณะกรรมการและหน่วยงาน”
“มีการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยร่วมกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพ มีการจัดสัมมนาเพื่อค้นหาคุณค่าจากงานประจำ ต้องการส่งสารว่าเขาสามารถเก็บเกี่ยวคุณค่าจากงานประจำที่เขาทำได้ และต้องการให้เป็นวิธีแห่งการคลายทุกข์ คือให้มีความสุขจากงานประจำ ทั้งแพทย์ทั้งผู้ป่วยมีความสุข ให้ทุกหอผู้ป่วยเป็นหน่วยที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ ผู้ป่วยทุกรายได้รับการดูแลโดยพยาบาลประจำ”
“ตั้งเป้าหมายที่จะรวบรวมองค์ความรู้ออกมาเป็นประสบการณ์ที่ถ่ายทอดได้ ไม่ care ว่าจะต้องวัดอะไรมากมาย อาจจะมีการวัดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย”
“มีการจัดตั้ง palliative care club เพื่อป้องกันการ burn out เนื่องจากสมาชิกใช้เวลาลงเวรมาคุย มาทำความรู้จักกับผู้ป่วย เราต้องดูแลสมาชิกของเรา โดยจัดเวทีให้สมาชิกมาเล่าว่าผู้ป่วยรู้สึกอย่างไรบ้าง ใครอยากพูดอะไรก็ให้มาพูด บางคนรู้สึก guilt ที่วางแผน DNS ให้ผู้ป่วยแล้วไม่เป็นไปตามแผน ส่งคนไปเยี่ยมงานศพและพบว่าญาติยอมรับได้ ก็เอา message กลับมาบอกทีมว่าตรงนั้นเป็นเพียงจุดเล็กนิดเดียว”
“การดูแลทางด้านจิตวิญญาณต้องเข้ามาก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัว ผู้ป่วยมุสลิมจะปรับตัวและเตรียมตัวได้ดี ชุมชนถักทอกันเหนียวแน่น และให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก”
“เราไม่ต้องการให้หมดแรงและหมด generation ต้องสอน สอดแทรก palliative care เข้าไปในหลักสูตรแพทยศาสตร์ทั้งหมด ใช้ role play ให้เขาทำจิตใจว่าเป็นผู้ป่วย เปิดให้มีอาสาสมัครข้างเตียง ไปเป็นเพื่อน ไปคุยกับผู้ป่วย ให้เรียนรู้คุณค่าของอาชีพ บุคลากรใหม่มาก็อบรมให้ อบรมอาสาสมัคร ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ต้องการสื่อให้ชาวบ้านทราบว่าบทบาทของเราคืออะไร”
“มีการประเมินหอผู้ป่วยต่างๆ ว่ามีการดำเนินการอย่างไร และนำเสนอที่ประชุมคณะ เพื่อให้เกิด subconscious ว่าทำไมของเรายังเป็นสีแดงอยู่ หวังว่าต่อไปทุกหอผู้ป่วยจะเป็นสีเขียวหมด”
“มีการประสานงานกับข้างนอกมาก พยายาม marketing ว่าเรื่องนี้สะท้อนความเจริญของสังคม พยายามสร้างเครือข่ายกับประเทศอื่น”
พระมโนเมตตานันโท ได้เล่าถึงประสบการณ์การสอนผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิต และการมาทำงานร่วมกันศูนย์มหาวชิราลงกรณ์ พร้อมทั้งแนวคิดเรื่อง Hospice Care “มีการจัดตั้ง Hospice แห่งแรกคือ St. Christopher ที่ชานเมืองลอนดอน โดยการดูแลจะเน้นการทำงานเป็นทีม การดูแลต่อเนื่อง และการดูแลแบบองค์รวม เมื่อนำไปใช้ในประเทศต่างๆ จะมีการเปลี่ยนรูปแบบตามวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ เช่น เมื่อนำไปใช้ในแคนาดา ที่ Montreal ซึ่งใช้ภาษาฝรั่งเศษ Hospice จะหมายถึงการดูแลนักโทษ จึงเปลี่ยนมาใช้คำ Palliative Care ในยุโรป ระบบสังคมสร้าง hospice มาเอง”
“ประเทศไทยมีทรัพยากรบุคคลมาก แต่ไม่ได้รับการพัฒนา สังคมไทยยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างญาติไว้ได้ดี เรามีตำรายาโบราณ มีคัมภีร์ทำสมาธิเพื่อรักษาโรค ควบคุมความเจ็บปวด ผู้ป่วยที่เห็นพระกับผู้ป่วยที่ไม่เห็นพระ มีความแตกต่างกันมากในเรื่องขวัญกำลังใจ”
“Hospice ในประเทศไทยควรปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย ควรเป็นการดูแลในชุมชน ควรจะควบการศึกษาและสาธารณสุขเข้าเป็นระบบเดียวกัน ควรมี hospice ในทุกอำเภอ เรามีสมุนไพร สมาธิ น้ำใจคนไทย ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในโลกได้ ให้ระบบนี้ทุกคนเป็นเจ้าของ ตั้งแต่เด็กๆ ให้เขามีส่วนร่วม แทนที่จะไปฝึก รด. ให้เขามาฝึกด้านนี้แทน แล้วคัดเลือกพวกนี้ไปเรียนแพทย์ พยาบาลต่อ เราจะได้บุคลากรที่สนใจการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์”
“คนไทยเราส่วนใหญ่ยังตายที่บ้าน เป็นรางวัลชีวิตที่ดีมากที่ได้เห็นเพื่อนมนุษย์ตายอย่างมีความสุข”
นพ.ประสาน ต่างใจ เล่าถึงประสบการณ์ความพยายามก่อตั้งชมรมในลักษณะนี้เมื่อปี 2541 แต่แล้วก็ค่อยๆ หายไป “สิ่งที่เราขาดคือขี้อายและไม่กล้าเป็นผู้นำ พยายามขอทุนจากแหล่งต่างๆ มาทำ hospice แต่เขาไม่ให้ ไปเป็นประธานที่ปรึกษา รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง จัดบริการทุกอย่างแบบ hospice และติดป้ายว่า hospice แต่กระทรวงสาธารณสุขให้เอาป้ายออก”
“เน้นการให้ความอบอุ่นทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ การกอดมีความหมายกับผู้หญิงสูงอายุ จะช่วยให้สงบ แต่ถ้าเป็นผู้ชายต้องใช้วิธีพูด ผู้ป่วยจะไม่ทรมานและเสียชีวิตอย่างสงบ เรามีห้องพระ มีพระมาบิณฑบาตทุกวันพฤหัส ทุกบ่ายมีเสียงสวดมนต์ เสียงระฆัง เสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฝนตก เสียงพระเทศน์ เหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยสงบ เวลาเดินผ่านผู้ป่วยจะแตะแขนเพื่อให้เขารู้ว่ามีคน care เขา”
“มีผู้ป่วยรายหนึ่ง ตีลูก ด่าลูกทุกครั้งที่ลูกมา จึงไปพูดกับเขาว่า เราจะไม่ได้ตายจริง เราตายเพียงบางส่วน เราจะมีความจำหลงเหลือ ซึ่งจะมาเกิด เป็นการเกิดของความจำและหน้าที่ อธิบายให้ฟังและหัดให้ทำสมาธิ ตอนนี้ไม่ตีลูกและยิ้มแย้มแจ่มใจเนื่องจากไม่กลัวตายแล้ว”


3 Comments:

At January 17, 2006 at 7:23 PM, Blogger michelwilliams1163 said...

I read over your blog, and i found it inquisitive, you may find My Blog interesting. My blog is just about my day to day life, as a park ranger. So please Click Here To Read My Blog

http://www.juicyfruiter.blogspot.com

 
At April 1, 2006 at 1:16 PM, Blogger joelangley05780742 said...

Do you want free porn? Contact my AIM SN 'abunnyinpink' just say 'give me some pics now!'.

No age verification required, totally free! Just send an instant message to AIM screen name "abunnyinpink".

Any message you send is fine!

AIM abuse can be reported here.

 
At May 18, 2006 at 5:35 AM, Blogger lennyfisher1751000086 said...

Get any Desired College Degree, In less then 2 weeks.

Call this number now 24 hours a day 7 days a week (413) 208-3069

Get these Degrees NOW!!!

"BA", "BSc", "MA", "MSc", "MBA", "PHD",

Get everything within 2 weeks.
100% verifiable, this is a real deal

Act now you owe it to your future.

(413) 208-3069 call now 24 hours a day, 7 days a week.

 

Post a Comment

<< Home